หน้าหลักช้อปปิ้ง

สินค้าพิเศษของเมือง

หอยนางรมและอาหารทะเลต่างๆ

อ่าวเซนไดเปรียบได้ว่าเป็นขุมทรัพย์อาหารทะเลของภาคเพราะไม่ว่าจะเป็นฤดูกาลใดที่นี่ก็จะจับปลาสดๆหอยสดๆชนิดต่างๆได้ตลอดทั้งปี อาหารทะเลที่ขึ้นชื่ออย่างหนึ่งของเซนไดคือหอยนางรม ซึ่งถูกเรียกว่าเป็นนมสดของทะเล เนื่องจากหอยนางรมที่จับได้ที่นี้แม้ว่าตัวจะเล็กแต่มีรสมันข้นราวกับน้ำนมสด หอยนางรมนำไปประกอบเป็นอาหารจานโอชะได้หลายประเภท เช่น หม้อไฟทะเล หอยนางรมชุบแป้งทอด หรือใช้หุงปรุงรสกับข้าว แต่ที่อร่อยที่สุดสำหรับคนญี่ปุ่นคือการกินสดๆ ถดูกาลของหอยนางรมคือระหว่างเดือนตุลาคมถึงมีนาคม ส่วนอาหารทะเลที่มีชื่ออื่นๆของเมืองก็ได้แก่ หอยโฮยะ ปลาโอ ปลาทูน่า และปลาซัมมา อาหารและผลิตภัณฑ์จากทะเลคุณภาพเยี่ยมเหล่านี้ทำให้อาหารการกินของเมืองเซนไดและการปรุงรสชาติมีความสมบูรณ์หลากหลาย

กิวทัง (ลิ้นวัว)

เป็นที่รู้กันดีว่า “กิวทัง” หรือลิ้ววัวย่างมีต้นกำเนิดที่เซนได ในปัจจุบันสามารถสั่งอาหารจานนี้ได้ตามเมนูอาหารทั่วไป แต่ความจริงแล้วในสมัยก่อนลิ้นวัวไม่ใช่อาหารที่กินกันตามปกติ ลิ้นวัวย่างมีความกรอบหวานและกลิ่นหอมจากการย่างถ่านมักทำให้ผู้ที่ได้ทานต้องติดใจและกลายเป็นแฟนอาหารจานนี้ไปในที่สุด ลิ้ววัวย่างไฟถ่าน ซุปหางวัวและมุกิโกฮัง (ข้าวหุงผสมกับเมล็ดข้าวบาร์เล่ย์) เป็นชุดอาหารที่ชาวเมืองเซนไดโปรดปรานเป็นพิเศษ

ซะซะคะมะโบะโขะ (ลูกชิ้นปลา)

ถึงแม้ว่าซะซะคะมะโบะโขะเป็นอาหารพื้นเมืองเซนไดที่เป็นที่รู้จักกันดี แต่หลายคนไม่รู้ว่าชื่ออาหารชนิดนี้เพิ่งถูกตั้งขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ก่อนหน้านั้นลูกชิ้นปลาแบบนี้มีชื่อเรียกว่า “เทโนะฮิระ-คะมะโบะโขะ” หรือ “โคะโนะฮะ คะมะ โบะโขะ” ลักษณะพิเศษของลูกชิ้นปลาซะซะคะมะโบะโขะคือรูปทรงที่เหมือนกับใบไผ่ สีนวลน่าทาน รสชาติและความกรอบที่พอเหมาะ สามารถทานได้เลยโดยไม่ต้องทำไปปรุงอีก แต่อาจจะแต้มความอร่อยด้วยโชยุ(ซอสถั่วเหลือง)สัก 2-3 เหยาะ ปัจจุบันนี้มีการประยุกต์ใส่ส่วนผสมต่างๆลงไป ที่ขายดีได้แก่ซะซะคะมะโบะโขะผสมเนยแข็ง ไส้กรอกซาลามี่ หรือไข่หอยเม่น ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็เข้ากันได้ดีกับเหล้าสาเกญี่ปุ่น

ซุนดะโมฉิ (โมฉิถั่วแระบด)

ซุนดะโมฉิ เป็นขนมโมฉิตำรับเมืองเซนได ในการทำซุนดะนั้นทำโดยต้มถั่วแระทั้งฝักในน้ำเกลือ เมื่อสุกแล้วแกะเอาเมล็ดออกมาใส่ครก ตำผสมกับน้ำตาล เกลือและน้ำเล็กน้อย ซุนดะมีลักษณะเหมือนกับแยมถั่วเขียวซึ่งเป็นที่นิยมทานกันมากในเซนได พอๆกับแยม (หรือ “อัง” ในภาษาญี่ปุ่น) ดั้งเดิมรสอื่นๆของญี่ปุ่น เข่น ถั่วแดงบด (อะสุขิ-อัง) งาบด (โกมะ-อัง) หรือซอสรสโชยุหวาน (มิทะระชิ-อัง) กล่าวกันว่าซุนดะโมฉิเป็นของโปรดของดาเตะมาซะมุเนะ ขุนศึกผู้ยิ่งใหญ่ผู้ปกครองแคว้นเซนไดเมื่อ 400 ปีก่อน ประวัติเป็นมาของคำว่าซุนดะนั้นไม่แน่ชัด บ้างก็ว่ามาจากเสียงตำถั่วบ้างก็ว่าเพี้ยนมาจากคำว่า “จินดะฉิ” ซึ่งหมายถึงดาบในการทำสงครามที่ดาเตะมาซามุเนะมักใช้ทุบถั่วแระทานบ้างและจากคำว่าจินดะฉิ ก็เพี้ยนและย่อสั้นเป็นซุนดะในภายหลัง

เซนได-กิว (เนื้อวัวเซนได)

คำว่า “เซนได-กิว” นั้นเป็นเกรดเรียกเนื้อวัวญี่ปุ่นพันธุ์ขนดำที่มีเนื้อส่วนลำตัวเมื่อรวมกระดูกแล้วมีน้ำหนักถึง 300-430 กก. ซึ่งหมายถึงเนื้อคุณภาพเลิศที่ชิ้นเนื้อจะมีแทรกริ้วไขมันสีขาว (ชิโมะฟุริ) แผ่กระจายไปทั่วราวกับลายหินอ่อน จากความพยายามในการพัฒนาปรับปรุงวิทยาการเลี้ยงปศุสัตว์เพื่อให้ได้เนื้อคุณภาพดี มิยะกิจึงมีชื่อเสียงไปทั่วญี่ปุ่นว่าเป็นจังหวัดผู้นำในการเลี้ยงวัวและผลิตเนื้อชั้นเลิศ

เซนได จิซะเก (สาเกท้องถิ่นของเซนได)

ธรรมเนียมการทำเหล้าสาเกของเซนไดนั้นคือการใช้ข้าวพันธุ์ดีและน้ำที่ใสสะอาดของเมือง ทั้งหมดเมื่อประกอบกับสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยของเมือง ทำให้สาเกเซนไดมีรสชาตินุ่มละเอียดละไม เกือบครึ่งหนึ่งของโรงงานผลิตเหล้าสาเกทั้งหมด 50 แห่งเคยได้รางวัลเหรียญทองจากการประกวดสาเกที่ดีที่สุดของประเทศมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอดีตหรือปัจจุบัน ผู้ผลิตสาเกเมืองเซนไดพิถีพิถันกับคุณภาพของเหล้าและพยายามที่จะพัฒนารสชาติให้ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ เหล้าสาเกของเซนไดได้ถูกยกย่องว่าเป็นสาเกชั้นเยี่ยมของประเทศ

เซนได มิโสะ (เต้าเจี้ยว)

หลังจากที่เจ้าเมืองดาเตะ มาซามุเนะได้สร้างปราสาทเซนไดขึ้นบนยอดเขาอะโอบะยะมะแล้ว ก็มีคำสั่งให้สร้างโรงหมักเต้าเจี้ยวขนาดใหญ่ขึ้นในบริเวณเดียวกัน และให้ความสำคัญต่อการผลิตมิโสะเป็นอย่างมากตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ธรรมเนียมการผลิตมิโสะได้สืบทอดจนกระทั่งถึงวันนี้นับเป็นเวลา 400 ปี ลักษณะพิเศษของเซนไดมิโสะคือสีที่แดงเป็นเงามัน มักเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า “อะคะมิโสะ” (อะคะแปลว่าแดง) การบ่มหมักเต้าเจี้ยวเซนไดนั้นจะใช้เวลานานกว่าการบ่มมิโสะปกติ ทำให้ได้รสชาติความหอมหวานที่เข้มข้นและเนื้อมิโสะที่แผ่ตัวได้ดี

นะกะนะสุ-ทซึเคะ (มะเขือม่วงดอง)

มะเขือม่วงดองที่มีชื่อของเซนไดนี้มีผิวสีม่วงน้ำเงินที่เป็นมัน รูปทรงเรียวยาว ผิวนอกนุ่มแต่ข้างในเนื้อแน่น ไม่เค็มมากเกินไป รสชาติประณีตกลมกล่อมเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นทั่วไป

ฮิยะชิชูคะ (บะหมี่เย็น)

ฮิยะชิชูคะซึ่งเป็นอาหารยอดนิยมของคนญี่ปุ่นในหนัาร้อนนี้มีต้นกำเนิดที่เซนได ความเป็นมาของอาหารชนิดนี้เริ่มจากการที่ร้านขายอาหารจีนประสพปัญหาลูกค้าลดลงอย่างมากในฤดูร้อนเนื่องมาจากอาหารจีนมักเป็นอาหารประเภทผัดทอดที่ใช้ไฟแรงและมักจะเป็นอาหารจานร้อน ร้านอาหารจีนในเซนไดจึงได้แก้ปัญหานี้โดยการคิดสูตรอาหารจานเย็น ทำให้ได้มาซึ่ง บะหมี่เย็นฮิยะชิชูคะ ปัจจุบันนี้ร้านอาหารกว่า 40 ร้านในเซนไดเสริฟอาหารจานนี้ตลอดทั้งปี

วะกะชิ (ขนมญี่ปุ่น)

ดาเตะ มาซะมุเนะผู้ปกครองแคว้นเซนไดเมื่อ 400 ปีก่อนเป็นผู้โปรดปรานพิธีชงชาเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ธรรมเนียมปฏิบัติการชงชาของเซนไดรุ่งเรืองนับจากสมัยนั้นมา “ชะกะชิ” (ขนมที่ทานคู่กับชาญี่ปุ่น) และ “วะกะชิ” (ขนมญี่ปุ่น) จึงได้เกิดขึ้นมากมายหลายชนิด ในบรรดาขนมทั้งหมด “เซนได ดะกะชิ” หรือขนมพื้นบ้านเมืองเซนไดได้รับความนิยมแพร่หลายมากเป็นพิเศษ มีการทำกันมากในสมัยเอโดะ และในปีค.ศ. 1868 ขนมนิกิริโอะโคะชิซึ่งเป็นดะกะชิชนิดหนึ่ง ก็ได้ออกวางขายในตลาดเป็นครั้งแรก ความมีเสน่ห์ของขนมดะกะชิอยู่ที่ความหวานที่เรียบง่าย และรสชาติพื้นๆที่ให้ความรู้สึกแบบชนบทโบราณของญี่ปุ่น ดะกะชิทุกชิ้นในปัจจุบันนั้นทำด้วยมือทั้งสิ้น

▲ กลับสู่ด้านบน